PTC Creo Parametric

Creo Paramtic-Pro E

Creo Parametric โปรแกรม 3D Cad Software ที่ถูกพัฒนามามากกว่า 40 ปีซึ่งมีผู้ใช้อยู่มากมายทั่วโลก มีจุดเด่นด้านความเสถียรและการทำงานในรูปแบบ Parametric Modeling ที่ช่วยให้การออกแบบและแก้ไขโมเดลที่มีความซับซ้อนทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จึงเป็นที่นิยมใช้ทั้งด้านคุณภาพในการใช้งานในชื่อเดิมก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น

Creo Parametric ใช้ชื่อเดิมว่า Pro Engineer ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย.

ความสามารถหลัก (Core Capabilities)

  • 3D Parametric Modeling: การสร้างโมเดลโดยใช้พารามิเตอร์ ซึ่งหากมีการแก้ไขตัวเลขหรือขนาดในส่วนใดส่วนหนึ่ง ระบบจะอัปเดตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ
  • Direct Modeling: มีฟังก์ชัน Flexible Modeling ที่ช่วยให้เปิดและแก้ไขไฟล์ CAD จากซอฟต์แวร์อื่น (เช่น STEP, IGES, SolidWorks) ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลเรื่องประวัติการสร้าง
  • Assembly Design: รองรับการประกอบชิ้นส่วนขนาดใหญ่ (Large Assemblies) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Generative Design & AI: ในเวอร์ชันปี 2026 มีการผสาน AI เพื่อช่วยคำนวณและออกแบบรูปทรงที่เหมาะสมที่สุดตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • Simulation & Analysis: สามารถจำลองและคำนวณความแข็งแรง (Structural), ความร้อน (Thermal), และการไหลของของไหล (Fluid Flow) ได้ในตัวเดียว
What's New in Creo 12

Creo 12 เป็นซอฟต์แวร์ 3D CAD แบบ Parametric ล่าสุดจาก PTC ที่มาพร้อมกับการอัปเกรดกว่า 250 รายการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยกระดับการออกแบบ โดย Creo+ จะเน้นการทำงานบนคลาวด์ (SaaS) ที่ช่วยให้การทำงานร่วมกันและการจัดการลิขสิทธิ์ทำได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงใช้งานร่วมกับเวอร์ชันติดตั้งในเครื่อง (On-premises) ได้อย่างสมบูรณ์

Creo 12 เป็นซอฟต์แวร์ 3D CAD แบบ Parametric ล่าสุดจาก PTC ที่มาพร้อมกับการอัปเกรดกว่า 250 รายการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยกระดับการออกแบบ โดย Creo+ จะเน้นการทำงานบนคลาวด์ (SaaS) ที่ช่วยให้การทำงานร่วมกันและการจัดการลิขสิทธิ์ทำได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงใช้งานร่วมกับเวอร์ชันติดตั้งในเครื่อง (On-premises) ได้อย่างสมบูรณ์

จุดเด่นและฟีเจอร์ใหม่ที่สำคัญ

1. การออกแบบวัสดุคอมโพสิต (Superior Composite Capabilities)

  • เพิ่มเครื่องมือออกแบบโครงสร้างคอมโพสิตที่แข็งแกร่งและขยายขีดความสามารถได้ดีที่สุดในโลก
  • สร้าง Solid Geometry จากชั้นคอมโพสิตได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
  • สามารถรวมชั้นวัสดุ (Merge plies) จากโซนต่าง ๆ ได้ ช่วยให้การออกแบบเชิงแนวคิดทำได้กว้างขวางขึ้น

2. การกำหนดนิยามบนโมเดล 3D (Expanded MBD)

  • ปรับปรุงการส่งออกไฟล์รูปแบบ 3D PDF และ STEP AP242 (Edition 3)
  • เครื่องมือ GD&T Advisor รองรับ Datum Reference Features และพื้นผิวที่ต้องการ (Intent surfaces)
  • ทำให้การนำข้อความกำกับ (Annotations) กลับมาใช้ซ้ำทำได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ส่งข้อมูลที่ถูกต้องไปยังผู้เกี่ยวข้องได้ทันเวลา

3. การจำลองสถานการณ์แบบ Real-time (Improved Real-time Simulation)

  • นำ AI มาช่วยในการออกแบบ (Generative Design) สำหรับการวิเคราะห์หาค่าความร้อนที่เหมาะสม (Thermal Optimization) เพิ่มเติมจากการวิเคราะห์โครงสร้างและ Modal
  • อัปเดตตัวคำนวณจาก Ansys (Solvers 25R1) ใน Creo Simulation Live และ Creo Ansys Simulation ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและดูง่ายขึ้น

4. กระบวนการผลิตที่ครบวงจร (Streamlined Manufacturing)

  • การผลิตแบบเติมเนื้อ (Additive Manufacturing): ออกแบบช่องระบายความร้อน (Conformal cooling channels) ในแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกได้ และปรับแต่งโครงสร้าง Lattice ได้ละเอียดขึ้น
  • การผลิตแบบลบเนื้อ (Subtractive Manufacturing): เพิ่มความสามารถในการกัดงานความเร็วสูง (High-speed milling) สำหรับส่วนที่เป็นมุมอับ (Undercut)
สรุปปิดท้าย
การอัปเดตในครั้งนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบดิจิทัล (Digital Thread) ตั้งแต่การออกแบบ การจำลอง ไปจนถึงการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการแก้ไขจะถูกส่งต่อไปยังทุกส่วนของกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่วยให้วิศวกรทำงานได้ดีขึ้นในเวลาที่น้อยลงและต้นทุนที่ต่ำลงครับ
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-107-9212 เพื่อขอรับคำปรึกษาเฉพาะด้านกับทางเรา